ปธาน 4 (effort : exertion) ปธาน หมายถึง ความเพียร เป็นความเพียรชอบ (สัมมาวายามะ) ในมรรค 8 ประกอบด้วย1. สังวรปธาน หมายถึง เพียรระวังหรือเพียรป้องกัน คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น เป็นความเพียรในการระวังหรือป้องกันไม่ทำความชั่ว (อกุศลธรรม) ในสิ่งที่ไม่เคยทำ เช่น ไม่ทำอบายมุขต่าง ๆ เป็นต้น2. ปหานปธาน หมายถึง เพียรละ หรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นความเพียรที่ละ เลิก ในสิ่งที่เป็นการกระทำที่ไม่ดีทั้งหลาย เช่น เลิกสูบบุหรี่ เลิกสุรายาเสพติด เลิกการหลอกลวงผู้อื่น เป็นต้น3. ภาวนาปธาน หมายถึง เพียรเจริญ หรือเพียรสร้าง คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น เป็นความเพียรที่จะพยายามกระทำในสิ่งที่เป็นความดี ในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ เพื่อให้ก่อประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคต และประโยชน์สูงสุดในชีวิต4. อนุรักขนาปธาน หมายถึง เพียรอนุรักษ์ หรือเพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ เป็นความเพียรในการรักษาคุณความดีที่ได้กระทำไว้แล้ว และยังจะกระทำคุณความดีเหล่านั้นให้เจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด ไม่มีจำกัด เช่น การพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอันชอบธรรม เป็นต้น
หลักธรรมปธาน 4 เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า สัมมัปปธาน 4 หมายถึง ความเพียรชอบ หรือความเป็นเป็นใหญ่ จึงเป็นส่วนของสัมมาวายามะ (ความเพียรขอบ) ในมรรค 8 ในการทำความเพียร จะต้องเริ่มก่อตัวขึ้นในใจให้พร้อมและถูกต้องก่อน แล้วจึงขยายออกไปเป็นการกระทำในภายนอกให้ประสานกลมกลืน มิใช่คิดอยากทำความเพียร ก็ใช้กำลังกายเอาแรงเข้าทุ่ม ซึ่งอาจกลายเป็นการทรมานตนเองทำให้เกิดผลเสียได้มาก โดยนัยนี้ การทำความเพียรจึงต้องสอดคล้องกลมกลืนกันไปกับธรรมข้ออื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะสติสัมปชัญญะ มีความรู้ความเข้าใจ ใช้ปัญญาดำเนินความเพียรให้พอเหมาะ คือ เป็นทางสายกลาง
วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
อริยสัจ ๔
อริยสัจ 4
อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ 1. ทุกข์ คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ไม่ให้ความพึงพอใจที่แท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ไม่ชอบ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักสิ่งที่ชอบ ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ (ความยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเป็นตน คือทุกข์ในจิตใจอย่างรวบยอด)2. สมุทัย คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา (ความใคร่ในกาม) ภวตัณหา (ความอยากมีอยากเป็น) และวิภวตัณหา (ความไม่อยากมีอยากเป็น)3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ และวิภาวตัณหา4. มรรค คือ ทางที่นำไปสู่ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคมีองค์ 8
อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ 1. ทุกข์ คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ไม่ให้ความพึงพอใจที่แท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ไม่ชอบ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักสิ่งที่ชอบ ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ (ความยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเป็นตน คือทุกข์ในจิตใจอย่างรวบยอด)2. สมุทัย คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา (ความใคร่ในกาม) ภวตัณหา (ความอยากมีอยากเป็น) และวิภวตัณหา (ความไม่อยากมีอยากเป็น)3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ และวิภาวตัณหา4. มรรค คือ ทางที่นำไปสู่ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคมีองค์ 8
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในไทย

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย
การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้อาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และทางโบราณคดี ลำดับเรื่องราวการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามลำดับดังนี้1.นิกายในพระพุทธศาสนาการศึกษานิกายในพระพุทธศาสนา เพื่อต้องการให้ผู้เรียนได้เข้าใจในเบื้องต้น เพราะในการศึกษาประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยได้กล่าวถึงนิกายในพระพุทธศาสนาอยู่ด้วย โดยได้ศึกษาถึงมูลเหตุของการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดนิกายในพระพุทธศาสนาโดยตรง ดังนี้ เมื่อประมาณ 100 ปีหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน วงการพระสงฆ์เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในการตีความหมายพระธรรมวินัย เช่น พระสงฆ์ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเวลาบ่ายแล้วพระภิกษุฉันอาหารได้ น้ำดองผลไม่ที่มีรสอ่อน ๆ ดื่มแต่น้อยไม่ทำให้ผู้ดื่มเมา เว้นแต่ดื่มมาก พระภิกษุฉันได้ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นตรงตามพระวินัยว่าหลังเที่ยงแล้วพระภิกษุฉันอาหารไม่ได้ รวมทั้งน้ำดองผลไม้อย่างนั้นด้วย เพราะถือเป็นสุราเมรัย เป็นต้น พระสงฆ์ฝ่ายยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักมี พระยศกากัณฑกบุตร เป็นประธาน ได้รวบรวมพระสงฆ์อรหันต์ได้ 700 องค์ ประชุมทำสังคายนาพระธรรมวินัยที่เมืองไพศาลี เป็นเวลา 8 เดือนจึงแล้วเสร็จในการทำสังคายนาในครั้งนี้ก่อให้เกิดนิกายในพระพุทธศาสนาขึ้น ดังนี้1) นิกายมหายาน ด้วยพระสงฆ์ฝ่ายแรกที่เสนอว่าเวลาบ่ายแล้วพระภิกษุฉันอาหารได้นั้นไม่ยอมรับมติที่ประชุมสังคายนา ได้แยกตัวออกไปเป็นกลุ่มต่างหาก เรียกตัวเองว่า “มหาสังฆิกะ” คือ “ฝ่ายมหายาน” คำว่า มหายานนั้นเรียกเป็น “พระโพธิสัตว์” และถือว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วเป็นอมตนิรันดร เป็นต้น 2) นิกายหีนยาน สำหรับฝ่ายพระยศกากัณฑบุตรได้รับการเรียกว่า หรือ“เถรวาท” หมายถึง ผู้ยึดถือพระธรรมวินัย คือ “ฝ่ายหีนยาน” คำว่า หีนยานนั้นเรียกตามภูมิประเทศที่แผ่ไปถึงว่าทักษิณนิกาย แปลว่า ฝ่ายใต้ ซึ่งมีอุดมคติการปฏิบัติธรรม คือการบรรลุเป็น “พระอรหันต์” และถือว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ถึงจุดสิ้นสุด เป็นต้น
การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้อาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และทางโบราณคดี ลำดับเรื่องราวการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามลำดับดังนี้1.นิกายในพระพุทธศาสนาการศึกษานิกายในพระพุทธศาสนา เพื่อต้องการให้ผู้เรียนได้เข้าใจในเบื้องต้น เพราะในการศึกษาประวัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยได้กล่าวถึงนิกายในพระพุทธศาสนาอยู่ด้วย โดยได้ศึกษาถึงมูลเหตุของการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดนิกายในพระพุทธศาสนาโดยตรง ดังนี้ เมื่อประมาณ 100 ปีหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน วงการพระสงฆ์เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในการตีความหมายพระธรรมวินัย เช่น พระสงฆ์ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเวลาบ่ายแล้วพระภิกษุฉันอาหารได้ น้ำดองผลไม่ที่มีรสอ่อน ๆ ดื่มแต่น้อยไม่ทำให้ผู้ดื่มเมา เว้นแต่ดื่มมาก พระภิกษุฉันได้ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นตรงตามพระวินัยว่าหลังเที่ยงแล้วพระภิกษุฉันอาหารไม่ได้ รวมทั้งน้ำดองผลไม้อย่างนั้นด้วย เพราะถือเป็นสุราเมรัย เป็นต้น พระสงฆ์ฝ่ายยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลักมี พระยศกากัณฑกบุตร เป็นประธาน ได้รวบรวมพระสงฆ์อรหันต์ได้ 700 องค์ ประชุมทำสังคายนาพระธรรมวินัยที่เมืองไพศาลี เป็นเวลา 8 เดือนจึงแล้วเสร็จในการทำสังคายนาในครั้งนี้ก่อให้เกิดนิกายในพระพุทธศาสนาขึ้น ดังนี้1) นิกายมหายาน ด้วยพระสงฆ์ฝ่ายแรกที่เสนอว่าเวลาบ่ายแล้วพระภิกษุฉันอาหารได้นั้นไม่ยอมรับมติที่ประชุมสังคายนา ได้แยกตัวออกไปเป็นกลุ่มต่างหาก เรียกตัวเองว่า “มหาสังฆิกะ” คือ “ฝ่ายมหายาน” คำว่า มหายานนั้นเรียกเป็น “พระโพธิสัตว์” และถือว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วเป็นอมตนิรันดร เป็นต้น 2) นิกายหีนยาน สำหรับฝ่ายพระยศกากัณฑบุตรได้รับการเรียกว่า หรือ“เถรวาท” หมายถึง ผู้ยึดถือพระธรรมวินัย คือ “ฝ่ายหีนยาน” คำว่า หีนยานนั้นเรียกตามภูมิประเทศที่แผ่ไปถึงว่าทักษิณนิกาย แปลว่า ฝ่ายใต้ ซึ่งมีอุดมคติการปฏิบัติธรรม คือการบรรลุเป็น “พระอรหันต์” และถือว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ถึงจุดสิ้นสุด เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)